จับฉ่ายตอนที่หนึ่ง: คุณนายเรื่อยเปื่อยไปแถวๆ airport ค่ะ
ตอนแรกวันนี้จะมาเขียนเรื่องการจัดการ การเงินส่วนบุคคล (personal finance น่ะค่ะ แปลเป็นไทยอย่างนี้รึปล่าวก็ไม่รู้) ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกหมายถึงตั้งแต่สมัครเลยน่ะค่ะ
แต่อย่างที่บอก แฮ่ แฮ่ อารมณ์อยากเขียนมันหมดไปแล้ว พยายาม build มันขึ้นมาใหม่ แต่ยังไม่มาซักที 555 พอดีเมื่อตอนกลางวันไปอ่านเวบบอร์ดของชมรมเจ้าสาวอินเตอร์มา แล้วมีคนนึงเค้าเพิ่งย้ายบ้านตามสามี (กรุงเทพ-อังกฤษ) เรื่องราวความรักสวยงามอยู่ แต่เจ้ากรรมดันไปน้ำหนักเกินตอน check-in
ร่ายมาซะยาว เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ วันนี้จะเอาเคล็ดเกี่ยวกะการ check-in ที่ airport มาฝากค่ะ คงจะมีหลายคนอยู่ หรอกเน๊อะ ที่จะไปเที่ยว ไปเยี่ยมญาติ ไปเรียน ย้ายบ้านไปต่างประเทศ แต่มันปัญหาน้ำหนักเกินอยู่เรื่อย (ถึงแม้ว่าจะส่งพัสดุ ไปล่วงหน้าหลายกล่องแล้วก็เหอะ) คนบ้าสมบัติ เป็นลูกอีช่างหอบอย่างอิชั้น ก็ลองเอาไปใช้ดูนะคะ (วิธีที่จะเขียนต่อไปนี้ลองด้วยตนเองมาหมดแล้วนะคะ รับรองไม่มั่ว)
วิธีแรกนะคะ เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการเขียนจดหมายไปขออนุมัติน้ำหนักเพิ่มค่ะ โดยทางปฏิบัตแล้วคือพอเราซื้อตั๋วเรียบร้อย ก็เขียนจดหมายคำร้องขอน้ำหนักเพิ่มโดยระบุเหตุผลที่เหมาะสมถึง GM ของสำนักงานของสายการบินนั้นๆในประเทศที่เราจะเดินทาง แต่จะให้ดีควรโทรไปถามเค้าก่อนนะคะว่าให้เขียนถึง GM หรือใครเพราะทุกสายการบิน ระบบงานอาจจะไม่เหมือนกัน และการจองตั๋วและเขียนคำร้องควรทำให้เสร็จอย่างน้อยหนึ่งถึงสองอาทิตย์ก่อนเดินทาง เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าการทำงานของเค้าจะรวดเร็วขนาดไหน เผิ่อเวลาไว้หน่อยดีกว่าค่ะ บางทีทางสายการบินอาจขอเอกสารเพิ่มเติมด้วย เช่นถ้าไปเรียนจะขอดูเอกสารจากโรงเรียน ถ้าแต่งงานตามสามีไป หรือว่าไปทำงาน ไปเยี่ยมญาติระยะยาว ก็ต้องขอดูเอกสารและวีซ่า ว่ายาวจริงมั๊ย สมควรจะให้น้ำหนักเพิ่มรึปล่าว วิธีนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายในเมืองไทย แต่ก็เป็นวิธีที่ถูกต้องและตรงไปตรงมาที่สุดค่ะ คราวทึ่จูนขอได้มา สามสิบโล (แต่เอาไปจริงๆก็เกินอยู่ดี 555) แต่มีเพื่อนชาวเวียตนาม บิน สิงคโปร์กลับบ้านจากที่เรียนต่างประเทศมาสี่ปี ได้แปดสิบโล ขนกลับจริงๆมากกว่าแปดสิบ ไม่โดนปรับซักกะแดงเดียวค่ะ ใครสนใจลองดูนะคะ
วิธีที่สอง (อันนี้อาจไม่นับเป็นสองนะคะ เพราะใช้ไม่ได้กับทุกคน) คือการหาเพื่อนที่ทำงานในสายการบินค่ะ อันนั้นเค้าช่วยได้แน่ๆ ถ้าเป็นคนไทยเวลาขอให้เค้าช่วยก็ถือของติดไม้ติดมือไปฝากหน่อย เป็นสินน้ำใจ อันนี้คุณแม่เคยทำ ขอเพื่อนของเพื่อนน่ะค่ะ หกสิบกว่าโล ไม่มีพนักงาน check-in คนไหนกล้าหิือ 5555 แต่ถ้าใครไม่มีเพื่อนก็ลองวิธีที่สามแล้วกันค่ะ
วิธีที่สาม คือการไป check-in เร็วๆ อันนี้ได้มาจากคนวงในค่ะว่า เวลาเช็คอินเร็วๆเนี่ย เค้าจะใจดีกว่ามาก เพราะน้ำหนักบนเครื่องยังไม่มาก เค้าจะไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่ ขนไปซะเกือบร้อย อันนั้นก็อาจโดนได้นะคะ วิธีนี้ส่วนตัวแล้วทำบ่อยค่ะ ถ้ารู้ว่าขนไปเยอะ(และไม่มีเหตุผลพอที่จะเขียนคำร้องได้) จะรีบไปเช็คอินก่อนใครเพื่อน เค้าให้แค่ยี่สิบโล (economy class) แต่เคยโหลดไปมากสุด 33 กิโลกว่าๆ พร้อมถือ (เรียกว่าแบกดีกว่านะคะ) ขึ้นเครื่องไปอีกสิบกว่า ไม่โดนทักเลยซักแอะค่ะ แต่เวลา check-in ให้ยืนเงียบๆอย่าขอโน่นขอนี่เรื่องมากนะคะ สงบเสงี่ยมเจียมตัวไว้ค่ะ วิธีนี้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องอธิบายมากนะคะ (แค่นี้ยังไม่มากอีกเหรอยะ?)
วิธีที่สี่ คือการใช้ลูกอ้อนค่ะ แบบว่าไม่ได้เขียนคำร้อง ไปก็สาย เหลือนัดสุดท้ายแล้วคะ คืออ้อน อ้อนเข้าไปใช้หน้าตาเข้าช่วยด้วยก็ได้ (ใครหน้าตาช่วยไม่ได้อิชั้นก็ช่วยไม่ได้เช่นกันนะคะ 555) ใครจะใช้วิธีนี้ก็ต้องดูหน้าพนักงานที่เค้าเตอร์ด้วยนะคะ เผื่อการอ้อนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น 5555
วิธีสุดท้าย คือ จ่ายมันไปเหอะค่ะค่าปรับ ถ้าไม่ได้เขียนคำร้อง ไม่มีคนรู้จัก ไปก็สาย อ้อนก็ไม่ได้แล้วก็จ่ายๆไปซะ ใครไม่อยากจ่ายแล้วก็มีญาติไปส่งด้วยแล้วอยากจะเปิดกระเป๋าเอาของออกประชดพนักงานมันตรงนั้นเลยก็ตามสะดวกนะคะ เผื่อใช้มุขสุดท้ายแล้วเค้าจะเห็นใจ เปิดกระเป๋ามามีแต่ของใช้จำเป็นแพคมาอย่างดี เรียบร้อยเค้าอาจจะเปลี่ยนใจยอมให้ไปก็ได้ อันนี้ก็เคยโดนกะตัวเอง เกินเจ็ดโล อ้อนไปอ้อนมาขอปรับแค่สามโล ก็ยังดีเน๊อะคะ อันนี้ขอเติมนิดนึงนะ เวลาจ่ายค่าปรับน้ำหนักกระเป๋าเนี่ย ต้องมีใบเสร็จรับเงินแนบมาด้วยนะคะ แล้วต้องดูดีดีว่าเป็นใบเสร็จของสายการบินจริงๆ มีตราและหมายเลขด้วย
แหมเขียนจนจบแล้ว อ่านดูอีกทีก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์กะคนอื่นมั๊ย เอาเป็นว่าลองใช้ดูนะคะ
คุณนายเรื่อยเปื่อย
edit @ 2005/09/18 16:42:01
สวัสดีค่ะ 

ตอนแรกวันนี้จะมาเขียนเรื่องการจัดการ การเงินส่วนบุคคล (personal finance น่ะค่ะ แปลเป็นไทยอย่างนี้รึปล่าวก็ไม่รู้) ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกหมายถึงตั้งแต่สมัครเลยน่ะค่ะ
แต่อย่างที่บอก แฮ่ แฮ่ อารมณ์อยากเขียนมันหมดไปแล้ว พยายาม build มันขึ้นมาใหม่ แต่ยังไม่มาซักที 555 พอดีเมื่อตอนกลางวันไปอ่านเวบบอร์ดของชมรมเจ้าสาวอินเตอร์มา แล้วมีคนนึงเค้าเพิ่งย้ายบ้านตามสามี (กรุงเทพ-อังกฤษ) เรื่องราวความรักสวยงามอยู่ แต่เจ้ากรรมดันไปน้ำหนักเกินตอน check-in
ร่ายมาซะยาว เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ วันนี้จะเอาเคล็ดเกี่ยวกะการ check-in ที่ airport มาฝากค่ะ คงจะมีหลายคนอยู่ หรอกเน๊อะ ที่จะไปเที่ยว ไปเยี่ยมญาติ ไปเรียน ย้ายบ้านไปต่างประเทศ แต่มันปัญหาน้ำหนักเกินอยู่เรื่อย (ถึงแม้ว่าจะส่งพัสดุ ไปล่วงหน้าหลายกล่องแล้วก็เหอะ) คนบ้าสมบัติ เป็นลูกอีช่างหอบอย่างอิชั้น ก็ลองเอาไปใช้ดูนะคะ (วิธีที่จะเขียนต่อไปนี้ลองด้วยตนเองมาหมดแล้วนะคะ รับรองไม่มั่ว)
วิธีแรกนะคะ เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการเขียนจดหมายไปขออนุมัติน้ำหนักเพิ่มค่ะ โดยทางปฏิบัตแล้วคือพอเราซื้อตั๋วเรียบร้อย ก็เขียนจดหมายคำร้องขอน้ำหนักเพิ่มโดยระบุเหตุผลที่เหมาะสมถึง GM ของสำนักงานของสายการบินนั้นๆในประเทศที่เราจะเดินทาง แต่จะให้ดีควรโทรไปถามเค้าก่อนนะคะว่าให้เขียนถึง GM หรือใครเพราะทุกสายการบิน ระบบงานอาจจะไม่เหมือนกัน และการจองตั๋วและเขียนคำร้องควรทำให้เสร็จอย่างน้อยหนึ่งถึงสองอาทิตย์ก่อนเดินทาง เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าการทำงานของเค้าจะรวดเร็วขนาดไหน เผิ่อเวลาไว้หน่อยดีกว่าค่ะ บางทีทางสายการบินอาจขอเอกสารเพิ่มเติมด้วย เช่นถ้าไปเรียนจะขอดูเอกสารจากโรงเรียน ถ้าแต่งงานตามสามีไป หรือว่าไปทำงาน ไปเยี่ยมญาติระยะยาว ก็ต้องขอดูเอกสารและวีซ่า ว่ายาวจริงมั๊ย สมควรจะให้น้ำหนักเพิ่มรึปล่าว วิธีนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายในเมืองไทย แต่ก็เป็นวิธีที่ถูกต้องและตรงไปตรงมาที่สุดค่ะ คราวทึ่จูนขอได้มา สามสิบโล (แต่เอาไปจริงๆก็เกินอยู่ดี 555) แต่มีเพื่อนชาวเวียตนาม บิน สิงคโปร์กลับบ้านจากที่เรียนต่างประเทศมาสี่ปี ได้แปดสิบโล ขนกลับจริงๆมากกว่าแปดสิบ ไม่โดนปรับซักกะแดงเดียวค่ะ ใครสนใจลองดูนะคะ
วิธีที่สอง (อันนี้อาจไม่นับเป็นสองนะคะ เพราะใช้ไม่ได้กับทุกคน) คือการหาเพื่อนที่ทำงานในสายการบินค่ะ อันนั้นเค้าช่วยได้แน่ๆ ถ้าเป็นคนไทยเวลาขอให้เค้าช่วยก็ถือของติดไม้ติดมือไปฝากหน่อย เป็นสินน้ำใจ อันนี้คุณแม่เคยทำ ขอเพื่อนของเพื่อนน่ะค่ะ หกสิบกว่าโล ไม่มีพนักงาน check-in คนไหนกล้าหิือ 5555 แต่ถ้าใครไม่มีเพื่อนก็ลองวิธีที่สามแล้วกันค่ะ
วิธีที่สาม คือการไป check-in เร็วๆ อันนี้ได้มาจากคนวงในค่ะว่า เวลาเช็คอินเร็วๆเนี่ย เค้าจะใจดีกว่ามาก เพราะน้ำหนักบนเครื่องยังไม่มาก เค้าจะไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่ ขนไปซะเกือบร้อย อันนั้นก็อาจโดนได้นะคะ วิธีนี้ส่วนตัวแล้วทำบ่อยค่ะ ถ้ารู้ว่าขนไปเยอะ(และไม่มีเหตุผลพอที่จะเขียนคำร้องได้) จะรีบไปเช็คอินก่อนใครเพื่อน เค้าให้แค่ยี่สิบโล (economy class) แต่เคยโหลดไปมากสุด 33 กิโลกว่าๆ พร้อมถือ (เรียกว่าแบกดีกว่านะคะ) ขึ้นเครื่องไปอีกสิบกว่า ไม่โดนทักเลยซักแอะค่ะ แต่เวลา check-in ให้ยืนเงียบๆอย่าขอโน่นขอนี่เรื่องมากนะคะ สงบเสงี่ยมเจียมตัวไว้ค่ะ วิธีนี้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องอธิบายมากนะคะ (แค่นี้ยังไม่มากอีกเหรอยะ?)
วิธีที่สี่ คือการใช้ลูกอ้อนค่ะ แบบว่าไม่ได้เขียนคำร้อง ไปก็สาย เหลือนัดสุดท้ายแล้วคะ คืออ้อน อ้อนเข้าไปใช้หน้าตาเข้าช่วยด้วยก็ได้ (ใครหน้าตาช่วยไม่ได้อิชั้นก็ช่วยไม่ได้เช่นกันนะคะ 555) ใครจะใช้วิธีนี้ก็ต้องดูหน้าพนักงานที่เค้าเตอร์ด้วยนะคะ เผื่อการอ้อนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น 5555
วิธีสุดท้าย คือ จ่ายมันไปเหอะค่ะค่าปรับ ถ้าไม่ได้เขียนคำร้อง ไม่มีคนรู้จัก ไปก็สาย อ้อนก็ไม่ได้แล้วก็จ่ายๆไปซะ ใครไม่อยากจ่ายแล้วก็มีญาติไปส่งด้วยแล้วอยากจะเปิดกระเป๋าเอาของออกประชดพนักงานมันตรงนั้นเลยก็ตามสะดวกนะคะ เผื่อใช้มุขสุดท้ายแล้วเค้าจะเห็นใจ เปิดกระเป๋ามามีแต่ของใช้จำเป็นแพคมาอย่างดี เรียบร้อยเค้าอาจจะเปลี่ยนใจยอมให้ไปก็ได้ อันนี้ก็เคยโดนกะตัวเอง เกินเจ็ดโล อ้อนไปอ้อนมาขอปรับแค่สามโล ก็ยังดีเน๊อะคะ อันนี้ขอเติมนิดนึงนะ เวลาจ่ายค่าปรับน้ำหนักกระเป๋าเนี่ย ต้องมีใบเสร็จรับเงินแนบมาด้วยนะคะ แล้วต้องดูดีดีว่าเป็นใบเสร็จของสายการบินจริงๆ มีตราและหมายเลขด้วย
แหมเขียนจนจบแล้ว อ่านดูอีกทีก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์กะคนอื่นมั๊ย เอาเป็นว่าลองใช้ดูนะคะ
คุณนายเรื่อยเปื่อย
edit @ 2005/09/18 16:42:01