2005/Sep/30

จับฉ่ายตอนที่สอง: คุณนายเรื่อยเปื่อยชวนทำขนมค่ะ
หายไปนานเลย ขอโทดนะคะ ยุ่งๆน่ะ (ยุ่งจริงๆนะ ไม่ได้อ้าง 555)

วันนี้ทำ chocolate cheese pie นะคะ


เอาแคร๊กเกอร์มาบดนะคะ ใครมีเครื่องปั่นใส่ลงไปได้เลยค่ะ ให้ละเอียดๆ จากนั้นตีเนยให้นุ่มฟู แล้วเอามาผสมกัน ไม่มากไม่น้อยนะ กะเอาเอง จูนก็โยนๆๆ ลงไปไม่ได้ชั่งอ่ะ เลยบอกไม่ได้ ให้แฉะ นิดนึง เพราะแห้งไปมันไม่เกาะแข็งอ่ะ เสร็จแล้วก็ใส่พิมพ์นะคะ กดๆๆๆๆ มันลงไป ตามรูป แล้วเอาเข้าตู้เย็นไว้

ตอนนี้ก็ทำชีสครีม (ไม่มีรูปอ่ะ ลืมถ่าย) คือเอาครีมซีส ยี่ห้อไหนก็ได้ตามสะด้วย ใส่นมข้นนะคะ ไม่มีก็นมสดกะน้ำตาล กะไม่ให้เหลวเกินไป ชอบหวานใส่หวาน ไม่ชอบหวานก็ใส่นิดนึง ทิ้งไว้แป๊บ

ต่อไปก็วิปครีม (ไม่มีรูปอีกแระ เพราะตีไม่ฟูอ่ะ) แค่เอาครีมสด ใส่ผงตีวิปครีมลงไป (ซื้อได้ในแผนกอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ที่ซุปเปอร์ทั่วไปค่ะ) ตีๆๆๆๆๆ ให้ฟู อันนี้นานหน่อย แต่อย่านานเกินเพราะมันจะทำให้ครีมคืนตัวค่ะ

เสร็จทุกอย่างแล้วก็เอาครีมชีส ลงในพิมพ์ที่ปูแคร๊กเกอร์ไว้ ตามด้วยวิปครีม แล้วเอา chocolate โรย


รูปซ๊าย เอา chocolate แท่งๆ ไปแช่แข็งแป๊บนึงแล้วเอามีดขูดๆๆๆ รูปขวาใช้แบบที่โรยขนมปังค่ะ

ผล: รสชาติใช้ได้น๊า แต่อ้วนนะฮ๊าาาา


edit @ 2005/09/30 03:24:18

2005/Sep/18

จับฉ่ายตอนที่หนึ่ง: คุณนายเรื่อยเปื่อยไปแถวๆ airport ค่ะ

สวัสดีค่ะ

ตอนแรกวันนี้จะมาเขียนเรื่องการจัดการ การเงินส่วนบุคคล (personal finance น่ะค่ะ แปลเป็นไทยอย่างนี้รึปล่าวก็ไม่รู้) ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกหมายถึงตั้งแต่สมัครเลยน่ะค่ะ

แต่อย่างที่บอก แฮ่ แฮ่ อารมณ์อยากเขียนมันหมดไปแล้ว พยายาม build มันขึ้นมาใหม่ แต่ยังไม่มาซักที 555 พอดีเมื่อตอนกลางวันไปอ่านเวบบอร์ดของชมรมเจ้าสาวอินเตอร์มา แล้วมีคนนึงเค้าเพิ่งย้ายบ้านตามสามี (กรุงเทพ-อังกฤษ) เรื่องราวความรักสวยงามอยู่ แต่เจ้ากรรมดันไปน้ำหนักเกินตอน check-in

ร่ายมาซะยาว เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ วันนี้จะเอาเคล็ดเกี่ยวกะการ check-in ที่ airport มาฝากค่ะ คงจะมีหลายคนอยู่ หรอกเน๊อะ ที่จะไปเที่ยว ไปเยี่ยมญาติ ไปเรียน ย้ายบ้านไปต่างประเทศ แต่มันปัญหาน้ำหนักเกินอยู่เรื่อย (ถึงแม้ว่าจะส่งพัสดุ ไปล่วงหน้าหลายกล่องแล้วก็เหอะ) คนบ้าสมบัติ เป็นลูกอีช่างหอบอย่างอิชั้น ก็ลองเอาไปใช้ดูนะคะ (วิธีที่จะเขียนต่อไปนี้ลองด้วยตนเองมาหมดแล้วนะคะ รับรองไม่มั่ว)

วิธีแรกนะคะ เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการเขียนจดหมายไปขออนุมัติน้ำหนักเพิ่มค่ะ โดยทางปฏิบัตแล้วคือพอเราซื้อตั๋วเรียบร้อย ก็เขียนจดหมายคำร้องขอน้ำหนักเพิ่มโดยระบุเหตุผลที่เหมาะสมถึง GM ของสำนักงานของสายการบินนั้นๆในประเทศที่เราจะเดินทาง แต่จะให้ดีควรโทรไปถามเค้าก่อนนะคะว่าให้เขียนถึง GM หรือใครเพราะทุกสายการบิน ระบบงานอาจจะไม่เหมือนกัน และการจองตั๋วและเขียนคำร้องควรทำให้เสร็จอย่างน้อยหนึ่งถึงสองอาทิตย์ก่อนเดินทาง เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าการทำงานของเค้าจะรวดเร็วขนาดไหน เผิ่อเวลาไว้หน่อยดีกว่าค่ะ บางทีทางสายการบินอาจขอเอกสารเพิ่มเติมด้วย เช่นถ้าไปเรียนจะขอดูเอกสารจากโรงเรียน ถ้าแต่งงานตามสามีไป หรือว่าไปทำงาน ไปเยี่ยมญาติระยะยาว ก็ต้องขอดูเอกสารและวีซ่า ว่ายาวจริงมั๊ย สมควรจะให้น้ำหนักเพิ่มรึปล่าว วิธีนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายในเมืองไทย แต่ก็เป็นวิธีที่ถูกต้องและตรงไปตรงมาที่สุดค่ะ คราวทึ่จูนขอได้มา สามสิบโล (แต่เอาไปจริงๆก็เกินอยู่ดี 555) แต่มีเพื่อนชาวเวียตนาม บิน สิงคโปร์กลับบ้านจากที่เรียนต่างประเทศมาสี่ปี ได้แปดสิบโล ขนกลับจริงๆมากกว่าแปดสิบ ไม่โดนปรับซักกะแดงเดียวค่ะ ใครสนใจลองดูนะคะ

วิธีที่สอง (อันนี้อาจไม่นับเป็นสองนะคะ เพราะใช้ไม่ได้กับทุกคน) คือการหาเพื่อนที่ทำงานในสายการบินค่ะ อันนั้นเค้าช่วยได้แน่ๆ ถ้าเป็นคนไทยเวลาขอให้เค้าช่วยก็ถือของติดไม้ติดมือไปฝากหน่อย เป็นสินน้ำใจ อันนี้คุณแม่เคยทำ ขอเพื่อนของเพื่อนน่ะค่ะ หกสิบกว่าโล ไม่มีพนักงาน check-in คนไหนกล้าหิือ 5555 แต่ถ้าใครไม่มีเพื่อนก็ลองวิธีที่สามแล้วกันค่ะ

วิธีที่สาม คือการไป check-in เร็วๆ อันนี้ได้มาจากคนวงในค่ะว่า เวลาเช็คอินเร็วๆเนี่ย เค้าจะใจดีกว่ามาก เพราะน้ำหนักบนเครื่องยังไม่มาก เค้าจะไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่ ขนไปซะเกือบร้อย อันนั้นก็อาจโดนได้นะคะ วิธีนี้ส่วนตัวแล้วทำบ่อยค่ะ ถ้ารู้ว่าขนไปเยอะ(และไม่มีเหตุผลพอที่จะเขียนคำร้องได้) จะรีบไปเช็คอินก่อนใครเพื่อน เค้าให้แค่ยี่สิบโล (economy class) แต่เคยโหลดไปมากสุด 33 กิโลกว่าๆ พร้อมถือ (เรียกว่าแบกดีกว่านะคะ) ขึ้นเครื่องไปอีกสิบกว่า ไม่โดนทักเลยซักแอะค่ะ แต่เวลา check-in ให้ยืนเงียบๆอย่าขอโน่นขอนี่เรื่องมากนะคะ สงบเสงี่ยมเจียมตัวไว้ค่ะ วิธีนี้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องอธิบายมากนะคะ (แค่นี้ยังไม่มากอีกเหรอยะ?)

วิธีที่สี่ คือการใช้ลูกอ้อนค่ะ แบบว่าไม่ได้เขียนคำร้อง ไปก็สาย เหลือนัดสุดท้ายแล้วคะ คืออ้อน อ้อนเข้าไปใช้หน้าตาเข้าช่วยด้วยก็ได้ (ใครหน้าตาช่วยไม่ได้อิชั้นก็ช่วยไม่ได้เช่นกันนะคะ 555) ใครจะใช้วิธีนี้ก็ต้องดูหน้าพนักงานที่เค้าเตอร์ด้วยนะคะ เผื่อการอ้อนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น 5555
วิธีสุดท้าย คือ จ่ายมันไปเหอะค่ะค่าปรับ ถ้าไม่ได้เขียนคำร้อง ไม่มีคนรู้จัก ไปก็สาย อ้อนก็ไม่ได้แล้วก็จ่ายๆไปซะ ใครไม่อยากจ่ายแล้วก็มีญาติไปส่งด้วยแล้วอยากจะเปิดกระเป๋าเอาของออกประชดพนักงานมันตรงนั้นเลยก็ตามสะดวกนะคะ เผื่อใช้มุขสุดท้ายแล้วเค้าจะเห็นใจ เปิดกระเป๋ามามีแต่ของใช้จำเป็นแพคมาอย่างดี เรียบร้อยเค้าอาจจะเปลี่ยนใจยอมให้ไปก็ได้ อันนี้ก็เคยโดนกะตัวเอง เกินเจ็ดโล อ้อนไปอ้อนมาขอปรับแค่สามโล ก็ยังดีเน๊อะคะ อันนี้ขอเติมนิดนึงนะ เวลาจ่ายค่าปรับน้ำหนักกระเป๋าเนี่ย ต้องมีใบเสร็จรับเงินแนบมาด้วยนะคะ แล้วต้องดูดีดีว่าเป็นใบเสร็จของสายการบินจริงๆ มีตราและหมายเลขด้วย

แหมเขียนจนจบแล้ว อ่านดูอีกทีก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์กะคนอื่นมั๊ย เอาเป็นว่าลองใช้ดูนะคะ

คุณนายเรื่อยเปื่อย

edit @ 2005/09/18 16:42:01

2005/Sep/16

สวัสดีค่ะ (สวัสดีใครก็ไม่รู้คงจะยังไม่มีคนมาอ่าน 5555)

ถึงแม้ว่ายังไม่มีคนเข้ามาอ่านแต่ก็เขียนไว้เน๊อะ เผื่อวันหน้ามีใครอยากเข้ามาอ่านตั้งแต่หน้าแรก

blog อันนี้ก็ตามชื่อนะคะ blog จับฉ่าย ของคุณนายเรื่อยเปื่อย คือวันไหนคนเขียนเรื่อยเปื่อยไปทางไหน ก็จะเอามาเขียนแบบจับฉ่าย

เรื่องราวหลักๆ คงจะเป็นประมาณว่า แม่บ้านมือใหม่ หยิบจัดของในบ้าน ทำกับข้าว...ชอบปิ้งบ้างนิดๆหน่อยๆ (อันนี้ขาดไม่ได้ในชีวิตผู้หญิงนะคะ)เรื่องราวอ่านมาจากนิตยาสารมั่ง อ่านเจอ (ลอกเค้า) มาจากที่ต่างๆมั่ง หรือไม่ก็ร่ายไปได้ถึง personal finance เลย ขอไม่เขียนเรื่องเดียว คือเรื่องการเมืองค่ะ ไม่ว่าจะระหว่างประเทศ หรือในประเทศ ด้วยความที่เป็นคนปากไม่ค่อยดี เขียนอะไรโจ่งเกินไป อาจโดนอุ้มได้ 5555

จริงๆแล้วเรื่องที่ตั้งใจว่าจะเขียนตอนแรกเนี่ย คือเรื่อง personal finace นะคะ แต่ตอนสมัครเนี่ย ดันไม่ได้รับ activation mail รอมาอาทิตย์นึงได้ หมดมุขจะเขียนแล้วอ่ะค่ะ

ไว้รอดูแล้วกันนะคะว่าเรื่อยเปื่อยที่หนึ่งจะเป็นเรื่องอะไร (ใครจะรอดูวะคะ?)

ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่มีใครเข้ามาอ่าน ก็ยินดีผู้อ่าน potential ทุกคนนะคะ แวะมาเรื่อยๆน๊า จะพยายามทำให้เป็น blog ที่มีประโยชน์ที่สุดตามประสาคนเรื่อยเปื่อยอ่ะค่ะ

ขอบคุณที่ทนอ่านมาได้จนจบนะคะ และหวังว่าจะเข้ามาอ่านต่อครั้งหน้าน๊าาา

คุณนายเรื่อยเปื่อย
edit @ 2005/09/16 15:44:40